yosakorn's profileเห็นเค้าถามว่า " โย้ไหน ...PhotosBlogLists Tools Help

yosakorn saguansapayakorn

Location

เห็นเค้าถามว่า " โย้ไหน "

เพราะเคยเพื่อนไงเลยยังยิ้มอยู่รอบตัวดูใกล้แค่ไกลไกล
Photo 1 of 32
January 05

ข้ามปี มี ระเบิด ตำรวจ น้ำตา รอยยิ้ม อากาศเย็น ดอกไม้ไฟ และ "เรา"

     เหตุการณ์มันเริ่มต้นในคืนวันที่ก้าวข้ามปี 31/12/1006
 
     ช่วงเย็นย่ำแต่ตัวผมกลับไม่เลือกที่จะฮำเพลง เพราะผมเลือกที่จะลอยเคว้งอยู่ในร้านขายโซฟาโฟมริมรั้วสวนจตุจักรกับเพื่อนสนิทสาวนามหลับตา โดยมีโปรแกรมที่เต็มตางรางว่าคืนทิวาราตรีนี้ จะมีที่ไหนที่เราต้องไปบ้าง ฝูงชนในสวนๆค่อยๆบางตา บ่งบอกสัญญาณให้รู้ว่มันถึงเวลาที่คต้องเก็บร้านเสียที ผมกับเพื่อนสาวหลับตา ก็ช่วยพี่เจ้าของร้านใจดีเก็บร้านด้วยความรวดเร็วก่อนจะ ขอตัวลาแยกย้ายทิศใครทางมันแยกย้ายไปสนุกกัน พี่เจ้าของร้านไปทางนั้นส่วนผมกับหลับตามาทางนี้
 
     ผมกับหลับตามีโปรแกรม2งาน เริ่มงานแรกที่บ้านสาวดอกไม้ และจะจบงานสุดท้ายที่เลี้ยงรุ่นกลุ่มละมุนลิ้นบดินทรเดชา ระหว่างการเดินทางเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำเอาคนไทยสุดเซ็งส่งท้ายปีก็ค่อยๆส่งผ่านโทรศัพท์มาถือจากปากถึงหูส่งต่อมาเรื่อยๆจนถึงผมและเพื่อนสาวหลับตา เหตุระเบิดกรุงตามสถานที่เจาะจงเพื่อป่วนเมืองถูกกระจายออกจากเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องโคตรใหญ่ จนตัวเองรู้ตัวเองว่าควรจะรีบทำอะไร หาที่ปลอดภัยที่บ้านใกล้ ถึงบ้านสาวดอกไม้พอดิบพอดี
 
     ประตูหน้าทางเข้าบ้านชั้น6ถูกเปิดออก มองเห็นเป็นภาพเหล่านายตำรวจเต็มโต๊ะพูดคุยเฮฮา ท่ามกลางโต๊ะอาหารที่วางวิทยุสื่อสารฟังรายงานเหตุการระเบิดอย่างใกล้ชิด ทุกคนสนุกสนานในขณะที่พร้อมออกทำงานอย่างทันท่วงที ผมนั่งลงกลางโต๊ะพอดี เบียร์เย็นๆ1ขวดพร้อมแก้ว1ใบถูกส่งมาให้เป็นอาวุธประจำกาย ผมไม่เคยรู้สึกปลอดภัยในการเทแอลกอฮอล์ใส่ร่างกายขนาดนี้มาก่อน ในขณะที่คนทั่วมักจะเบื่อกับตำรวจที่คอยตรวจ แต่วันนี้ผมกำลังนั่งระหว่างกลุ่มคนตรวจสะเอง
 
     เหตุการณ์ระเบิดถูกรายงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ชาวละมุนที่จะออกมาเลี้ยงรุ่นต้องอยู่แต่กับบ้าน งานเลี้ยงถูกยกเลิกในทันที เป็นสัญญาณบอกชัดเจนในค่ำคืนนี้ ผมจะต้องข้ามปีที่บ้านเหล่าตำรวจย่านจักรวรรดิ พอใกล้เวลาจะเปลี่ยนปี ผมเดินเข้ามาในห้องสี่เหลี่ยมชั้น6เพื่อโทรศัพท์หาเหล่าคนสำคัญเพื่ออวยพรปีใหม่ ก่อนที่เครือข่ายจะร่มผมกำลังพูดคุยกับเพื่อนสนิทหญิงที่ซี้มากที่สุดในชีวิตนามนกนางแอ่น ในขณะที่สนทนากันไป อวยพรกันไป ก่อนจะวางผมหารู้เลยไม่ว่าคนใกล้ๆเริ่มมีอาการที่แปลกไปไม่ธรรมดา เพื่อนสาวหลับตา โทรศัพท์เข้ามาหา ผมก็ไม่รับ เค้าบอกให้ไปหาของในกระเป๋า ผมก็ไม่ไป ร้องเรียกให้มาใกล้ๆ ผมก็ไม่ได้ยิน คำตอบสุดท้ายลงเอยที่ "แกสนด้วยเหรอ" หลังจากที่ผมถามว่า "แกเป็นอะไรรึเปล่า"
 
     เสียงสะท้อนเด้งไปมาอยู่ในหัว ผมนิ่งค้างปากอ้าน้ำตาไหล คำพูดของเพื่อนสาวหลับตามันจี๊ดขึ้นมาในขั้วหัวใจ ผมถูกเธอกล่าวหาว่าไม่สนใจ ผมคนนี้นี่ไง คนไม่สนใจที่เดินตามเธอมาไม่ต่ำกว่า 1 ปี เสียงสะอื้นเข้ามาแทนที่เสียงพูดชี้แจงเหตุผล ผมหลบน้ำตาไม่อยากให้เธอเห็น ในขณะที่เธอเองก็เริ่มเบาอารมณ์ลงหลังจากเห็นน้ำใสที่ใต้ตาผม ความตึงเครียดค่อยๆจางหายไปจากห้องสี่เหลี่ยมอย่างเนือยๆ
 
     ผมก็หยิบของ1สิ่งสีแดงออกจากกระเป๋า เป็นของที่ผมตั้งใจเตรียมมาให้และร้องขอในคืนวันที่เลขท้ายปีถูกเปลี่ยน ผมไม่สนใจแล้วว่าจะเป็นเวลาไหน สนแต่ว่ายังไงก็ต้องเป็นคืนวันนี้ ผมส่งสิ่งของที่นิยามมันว่าถุงมือข้างขวาให้ก่อนพูดคำง่ายๆ ว่าของสิ่งนี้ผมเก็บไว้ให้คนที่จะมาอยู่ข้างๆผม "ผมให้คุณ"
 
     หลังจากผมกับเพื่อนสาวหลับตาตกลงทำความเข้าใจว่าหลังจากนี้ระหว่างเราคืออะไร และจะแสดงออกมาในรูปแบบไหน ชัดเจนหรือมากมายเพียงใด ผมขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ เหลือไว้ให้คิดกันตามแต่จะสนใจมองของคนรอบตัว
 
     เข็มนาฬิกาเลื่อนใกล้เลขสิบสองเข้าไปเรื่อยๆ ผมกับเพื่อนสาวหลับตาพาตัวเองออกจากห้องสี่เหลี่ยม ขึ้นสู่ที่โล่งดาดฟ้ากว้างอย่างเร็วไว สายลมพัดเข้ามาสะกิดผิวหนังจากทุกรอบด้าน แรงบ้างเบาบ้างสลับกันเป็นระยะๆ ตามจังหวะการนับถอยหลัง 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 แสงไฟก้อนกลมที่ก่อตัวจากพื้นล่าง ถูกส่งขึ้นกลางอากาศก่อนจะแยกตัวกระจายออกจากกันด้วยความเต็มใจที่จะมอบความงามให้แก่ห้วงเวหาในคืนวันข้ามปี
 
     ถ้าไม่มีความมืดแล้วพลุจะสวยเหรอ ? คำถามนี้มีคำตอบในตัวเองทันที ช่วงเวลาห่างกันไม่นาน เจ้าก้อนแสงไฟกระจายตัวก็ถูกส่งขึ้นจากพื้นดิน ตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง ตามเข็มนาฬิกาของแต่ละบ้านที่เดินแตกต่างกัน1ถึง5วินาที ช่วงเวลาสั้นๆไม่นาน เจ้าแสงสวยก็แพร่กระจายอยู่เกลื่อนฟ้า ด้วยความสูงชั้น12ที่ไม่มีกำแพงมาบังตาทำให้ผมกับเพื่อนสาวหลับตาถูกรายล้อมไปด้วยดอกไม้ไฟราตรี บรรยากาศเหมือนจะเป็นใจ สิ่งแวดล้อมใกล้ๆเหมือนรู้กัน คุณดาหลาเดินหายไป เหลือเพียงไว้แค่ ความกว้าง อากาศหนาว กับเรา2คน ผมเลือกที่จะไม่พูดอะไรก่อนจะใช้ปลายจมูกระบายใจทุกความในให้เพื่อนสาวหลับตาฟัง เพื่อนสาวตอบกลับด้วยปลายจมูกเช่นกัน ปลายจมูกพูดคุยกันเราต่างผสานเสียงลมหายใจ 
 
    คืนนี้คืนสุดท้ายปีเก่า กับวันเช้า เช้าวันปีใหม่ วันที่เลขท้ายปีถูกเปลี่ยน วันที่หลายสิ่งอย่าง มีการเปลี่ยนไป และก็มีอีกหนึ่งสิ่งเปลี่ยน ค่อยๆเปลี่ยน เปลี่ยนแบบเรียบง่าย คือคุณผมชั้นแกเปลี่ยน เปลี่ยนไปแล้ว แต่จะเปลี่ยนนานแค่ไหน อย่าไปสนเปลี่ยน สนเวลา สนอะไร สรุปท้ายปี ว่าหลังจากนี้และเรื่อยไป นายตัวใหญ่กับยัยหลับตากำลังถูกกาลเวลาหลอมละลาย . . .
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
. . . จนกลายเป็นคำว่า " เรา "     
 
                                                                                                               สุดใจครับเพื่อนสาว
                                                                                                          กาลครั้งสุดท้าย . . . นายตัวโต
December 14

ความ ขวัญ ตอน ฝัน ตา

11/12/49
 
     เคยมีคำถามกับตัวเองเสมอว่า เหตุผลอะไรเหรอที่มันมักจะส่งเสริมความรู้สึกตัวเอง ให้รู้สึกเพิ่มขึ้นจากรู้สึกเป็นรู้สึกอีก สมมุติถ้าเกิดผมเกลียดคนคนนั้นล่ะ เกลียดแบบสุดใจเลยนะ ผมจะเกลียดเค้าได้มากขึ้นอีกไหม ผมอยากรู้ขีดจำกัดความรู้สึกคนเรามันขีดไว้ที่แค่ไหน อย่ามาทำเป็นโชตอบเท่ว่าไม่มีขีดจำกัดหาค่าไม่ได้ ถ้าตอบไม่ได้ก็บอกมาตรงๆ ผมไม่ได้อะไร แค่สงสัยและอยากเข้าใจในในแต่ละมุมมอง ว่าแต่ถ้าคำถามถูกตั้งใหม่เปลี่ยนโจทย์มาเป็นเรื่องสบายๆ เปลี่ยนโจทย์มาถามว่า ถ้าคุณรักใครสักคนแบบเต็มปรี่จินตนาการ คุณว่าคุณจะรักเค้าได้อีกไหม คำตอบน่ะมันได้ชัว ว่าแต่อะไรเหรอที่มันเป็นตัวช่วยให้รักเพิ่มไม่รู้จบ
 
     สำหรับผมแล้วนะ ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้หรอก รู้แต่วันก่อนวันนี้ พรุ่งนี้จะให้ ให้เท่าที่มี ให้มันแบบนี้ ให้มันอยู่ได้ ให้ให้พอ ให้ให้พอใจ ให้เรื่อยๆไป เออจะให้ โอเคแค่นั้นพอ ผมไม่มานั่งสนใจอะไรให้มากความหรอก ความรักมันก็ต้องการแค่นี้ ต่างคนต่างให้ และต่างคนต่างรับด้วยรอยยิ้ม จนกระทั่ง ณ วันนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยกับทุกคนมันดันเกิดขึ้นกับผม และ เธอ
 
     หลังจากที่ผมและเธอกับอีก2เพื่อน จบจากการรับประทานอาหารมื้อร้อนตอนอากาศเย็นที่ริมถนนรถเร็วแรง ก็เตรียมตัวที่จะไปส่งเธอและเพื่อนกลับสู่บ้านหลังเหลี่ยมเล็กชั้นลอย ในขณะที่รถกำลังขับไปในสภาพปกติ ไปจนถึงที่เลี้ยวรถเค้าหัวโค้งเปลี่ยวมืด อยู่ๆเจ้ากระบะอ้วนก็หยุดหายใจ ส่งเสียงไอค๊อกแค๊กก่อนจะนิ่งสนิทราวกับผิดปกติ หน้าตาผมถูกเปลี่ยนสีจากหน้าดำเป็นสีดำอ่อน หยดน้ำในร่างกายถูกขับออกมาตามรูขุมขน ใช่ครับรถผมเสีย คุณรู้ผมรู้ใครก็รู้ คนวิ่งไม่ได้คือรถเสีย แต่มันเสียที่อะไรวะ คุณไม่รู้ และผมก็ไม่รู้ เธอและเพื่อนก็ไม่รู้ สิ่งเดียวที่ผมทำในตอนนี้คือ อ้อนวอนกับความลี้ลับ ร้องขอโอกาสอีกสักทีขอพาเจ้ากระบะอ้วนคันนี้เดินหนีโค้งเปลี่ยวสุดอันตรายไปก่อน ทันทีที่ร้องขอความลี้ลับท่านก็ได้ยิน ท่านสะกิดเจ้ากระบะอ้วนให้ตื่นชนิดงัวเงีย ผมรีบพาตัวเองและเธอกับเพื่อนออกจากจุดนั้นในทันใด เป้าหมายต่อไปทำอะไรก็ได้แต่ขออยู่ในปั้มน้ำมันก็เป็นพอ
 
     แต่แล้วความโชคร้ายไม่จบสิ้น ความลี้ลับยังไม่ต้องการให้ตัวผมถูกปลดปล่อย ท่านเสกให้เจ้ากระบะอ้วนหลับไหลอีกครั้ง ซ้ำหนักกว่าเก่า คือเราติดแหงกคาสะพานตรงทางโค้งรถเร็วแรงพอดิบพอดี จบสิ้นทุกสิ่งอย่าง ผมทำทุกวิธีก็ไม่อาจเรียกเจ้ากระบะอ้วนให้ตื่นจากนิทรา เลยเปลี่ยนความช่วยเหลือจากความลี้ลับไปลงที่คนทางบ้าน พ่อรถเสียทำไงดี แทนที่จะได้ความช่วยเหลือที่แสนดี กลับได้ความนอยเข้าตัวที่จัดให้โดยคุณพ่อท่านนั่นเอง พ่อไม่พอใจที่ขับรถประสาอะไรปล่อยให้น้ำมันหมด พ่อจะให้เช็คโน่นนี่ผมก็ทำไม่ได้ เพราะตัวเองดันเปิดฝากระโปรงรถไม่เป็น วันนี้มันสะท้อนตัวผมเองจริงๆว่า เอาแต่ขับไม่หัดเรียนรู้อะไรเลย
 
     ในขณะที่เธอและเพื่อนกำลังยืนโบกรถตรงหัวโค้งเพื่อไม่ให้รถที่ผ่านไปมาแวะมาสะกิดรถผม ก็มีผู้หวังดีนามแท๊คซี่โฉบเข้ามาแสดงน้ำใจ น้ำมันหมดคือคำตอบที่ผมได้ พวกเรารีบโทรหาคนใกล้ ซื้อน้ำมัน 1 ถังไม่ใหญ่ เอาแค่พอวิ่งได้ เอามาช่วยเติมพลัง ระยะเวลาก็ผ่านไปแจ๊สชมพูกับ1ถังน้ำมันถูกส่งมาช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ถ้าแบบนี้มันก็ดูง่ายไป ยังครับยังไม่จบสิ้น หลังจากที่เติมน้ำมันเข้ารถ แต่ทว่าเนื่องจากรถอยู่ในสภาพคาสะพาน รถเอียงมาด้านหลังน้ำมันที่เติมจึงไม่ไหลเข้าถัง ถังน้ำมันถังเล็กที่2 ถูกสั่งมาเพิ่มจากเพื่อนอีก1คนในระแวกนั้นที่หลับอยู่ ด้วยความไวของมอเตอร์ไซค์ชาวไทยจึงพาถังน้ำมันที่2มาเติมใส่ ในระยะเวลาที่รอไม่นานนัก โอเคน้ำมันพร้อมจบกันสะที วันนี้เข็ดอีกนาน ในขณะที่กำลังบิดกุญแจสะกิดเจ้ากระบะอ้วนให้ตื่นลืมตา สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น การสัมผัสของกุญแจรถมันไม่ถึงกระบะอ้วน แบตเตอรี่มีไม่พอ พระเจ้าไรกันวะเนี่ย น้ำมันหมด พร้อมกับแบตหมดในเวลาเดียวกัน ทำใจครับพี่ชั่วโมงนี้ โอดโอยยยยยยยยยย
 
     ความนอยเข้าปกคลุมมันสมองและ2มือ2ขา ผมจะยืนไม่อยู่แล้วด้วยความกลัวพ่อสะเหลือเกิน แปลกใจตัวเองเหมือนกันที่ผมกลับกลัวพ่อมากกว่ากลัวรถรถสตาร์ทไม่ติด ท้องฟ้าที่มืดมิดถูกเปลี่ยนเป็นมืดสนิท ตรงหน้าผมเป็นภาพคน 3 คนยืนโบกรถกลางสะพานแลดูเป็นภาพที่อันตรายในความอบอุ่นช่วยกัน มองกลับกันกลับมองตัวเอง เป็นภาพผู้ชายยืนคิ้วขมวดคิ้วชนกับ1เธอคนนั้นที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ผมระบายเรื่องพ่อ ผมพูดมากแต่เธอไม่พูดอะไร เธอมองตายื่นมือมาเช็ดเหงื่อที่ใบหน้า ก่อนจับแก้มซ้ายและขวาของผมฉีกออก  "ยิ้ม ก่อน นะ"  
 
     คำพูดสั้นๆไม่แฝงอะไรไม่ต้องคิดมากฟังเฉยๆก็เข้าใจ คำพูดง่ายๆที่ร่ายมนตร์สะกดให้ผมมีเรี่ยวแรงยืน
 
     เหตุการณ์นี่แหละที่ช่วยให้คนเรามีความรู้สึกให้กันเพิ่มขึ้น ถ้าเราไม่ไปทานข้าวกันรถก็คงน้ำมันไม่หมด ถ้ารถน้ำมันไม่หมดผมคงไม่โดนพ่อว่า ถ้าผมไม่โดนพ่อว่าผมก็คงจะไม่นอย และถ้าผมไม่นอยผมคงไม่เห็นคนที่อยู่ข้างแทบจะตลอดเวลาว่าเป็นใคร คนที่ปลอบให้สบายใจ คนที่คอยพูดว่าไม่เป็นไร คนคนนี้ไง. . .
 
 
 
 
 
 
 
 
. . . ความขวัญตอนฝันตา
 
     ปล.หลังจากยืนอยู่คาสะพานก็มีพลเมืองดีร่วมด้วยช่วยกันสื่อสารตามคนมาช่วยเหลือจนผ่านพ้นวิกฤตออกมาได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าไหร่แต่ ชาวโบกรถบ่นเมื่อยแขนจะเป็นจะตาย ผมเองก็ช่วยไรเค้าไม่ได้ ทำได้แต่ขอบคุณๆๆๆๆๆๆ
 
ขอบคุณ เจี๊ยบ เกตุ ขวัญเพื่อนสาว ที่อยู่กันตั้งแต่เริ่มยันจบ
 
1ถังน้ำมันจาก บี กับ 1ถังน้ำมันอีกทีจาก ทราย
 
แท๊คซี่พลเมืองดี กับ แก๊งร่วมด้วยช่วยกัน
 
คนไทยมีน้ำใจว่ะ จริงๆนะ ไม่เชื่อลองรถเสียดูซิ . . .
November 29

พัก บ้าง นะ แก

26/11/49
 
     " ละครเวที " สำหรับผมแล้ว เพื่อนคนนี้ผมเพิ่งจะคุ้นเคยเมื่อไม่นานมาสักเท่าไหร่ 1 ปี กว่าๆ กับไม่กี่เวทีที่เคยผ่านมา เพื่อนผมชื่อหลับตา แนะนำผมให้รู้จักกับละครเวที เธอไม่ได้แนะนำผมตรงๆหรอกนะ เพียงแค่เธอสนิทกัน เพื่อนเธอก็เพื่อนฉัน เพื่อนกันโดยปริยาย
 
     อะเวรา คือ ชื่อของละครเวทีที่ผมดูจะมีการเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนไปดูมากกว่าเวทีไหนๆ ชื่อมันโดนหรือบทมันจี๊ดใจ นักแสดงสวยหรือไง หรือฉากยิ่งใหญ่ตามตำนาน ไม่ใช่เลยไม่ใช่ความอลังการ แต่เป็นเพื่อนสาวชาวระราน เพื่อนสาวของฉัน เพื่อนสาวส่งเสียงละคร
 
     ผมแทบจะใช้เวลาเตรียมตัวไปฟังเค้าในเวทีนี้ พอๆกับเวลาที่เธอเตรียมตัวเริ่มสร้างอะเวรา ดูเหมือนเว่อดูพูดเกินธรรมดา แต่ผมอยากบอกว่าผมจะโกหกเพื่ออะไร ผมเริ่มคิดว่าจะแสดงความยินดีกับเวทีสุดท้ายของเธอคนนี้ด้วยอะไร ไปพร้อมๆกับวันแรกที่เธอระบายใจว่ามันเริ่มขึ้นแล้วเวทีสุดท้ายเวทีโรงละคร เธอเริ่มคิดทำงาน ในขณะที่ผมเริ่มคิดทำให้เธอ
 
     วันนี้คือวันแสดงละครเวทีรอบสุดท้าย ผมกับเจ้าของเหลืองกลมชิ้นใหญ่ และเจ้าตุ๊กตาชาย กำลังเดินทางไป ณ โรงละคร เจอเธอตั้งแต่เริ่มงานในทันตา เธอมายืนดักรอก่อนเวลาเพื่อขอบัตรนั่งเพื่อเปลี่ยนแปลง หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไป เห็นกันมาสวนกันไป ไม่มีสายตามาให้ แลดูคล้ายเราไม่ใช่เพื่อนกัน ผมไม่แคร์หรอกว่าอะไรเป็นอะไร ก็ผมมา ก็ผมมาให้ ตัวผมอาจอยู่ไกลแต่เดี๋ยวของผมจะส่งไปใกล้ๆเธอ
 
     นี่ถ้าไม่ติดว่าทางเข้าโรงละครต้องเดินผ่านบันได ผมคงเดินหลับตาเข้าไป อ้าวจะดูภาพทำไม ก็ผมมาฟังเสียงที่เธอทำ ผมเดินพาเจ้าของที่ต้องนิยามตัวมันด้วยการลากหรือแบกไปไว้ตรงมุมมืดด้านข้าง โดยฝากเจ้าของสิ่งนี้ไว้กับคนแปลกหน้า ก่อนเดินออกมาแล้วหันกลับไปบอกคนแปลกหน้าว่า "ฝาก ดู แล ที" หลังจากนั้นผมก็มุ่งตรงไปทันทีไปนั่งตรงที่เก้าอี้ประจำตัวชั่วคราว
 
     ภาพแรกหลังจากม่านดำถูกเปิด มันทำเอาฟุ้งซ่านว่า เมื่อไหร่ม่านดำผืนยักษ์นี้จะถูกปิดสักที สมาธิในการดูละครเวทีนี้ผมไม่มีเอาสะเลย ผมดูๆแล้วก็หยุดคิดๆแล้วก็คิดๆแล้วก็กลับมาดูๆสลับเป็นระยะ ผมว้าวุ่นมากๆว่า จะเห็นภาพที่รอคอยเมื่อไหร่ ภาพรอยยิ้มที่เต็มแก้มใส ภาพรอยยิ้มที่อาจไม่ได้เห็นใกล้ๆ ภาพรอยยิ้มที่โล่งสบาย ภาพรอยยิ้มละไมรอยยิ้มของเธอ เพื่อนสาวหลับตา
 
     และแล้วม่านดำก็ถูกปิด สิ้นท่วงของอะเวรา เปิดตามต่อมาด้วยทำนองชาวละคร นักแสดงค่อยๆก้าวออกมาหน้าเวที ละคน ละคน โค้งคำนับ ขอบคุณ กอดกัน กอดคอ แตะไหล่ โห่ร้อง ปรบมือ กลุ่มผู้นำของแต่ละฝ่ายถูกขานชื่อขึ้นด้วยเสียงแห่งความยินดี ผมเหลียวมองไปที่จุดเริ่มของจุดสิ้นสุดความสำเร็จเวทีนี้ คนแล้วคนเล่าที่ถูกกล่าวไป สภาพผมในตอนนั้นลุ้นมากๆว่าเมื่อไหร่ชื่อที่ผมรอคอยจะล่องลอยออกมา จนกระทั่งคำที่นิยามความเป็นตัวตน " เพราะ พรหมลิขิต แน่ๆ ที่ทำให้ชั้นกับแกมาพบกัน . . . . . " เห้ย!! นั่นคุณเธอที่ผมรอ
 
     เสียงดนตรีที่แตกต่างออกไปบ่งบอกความเป็นตัวตนของฝ่ายเธอได้อย่างชัดเจน ว่าเสียงในที่แห่งนี้รู้ไหมใครใหญ่ ผมไม่ละสายตาเลยจากเธอในทุกย่างก้าวไปบนผืนพรมอมยิ้มสีปแดง ในขณะที่ผมเองก็อดไม่ได้ที่จะปริแก้มตามตอนเห็นเธอเดินผ่านผมไปในระยะไม่ไกลเกินเอื้อมมือมอง เสียงเชียร์จากเพื่อนผองที่อยู่รอบตัวถูกส่งผ่านเข้ามาจากทางหูซ้ายและขวา เห้ย ตามไปเดะวะ ตามไปให้ของที่อยากให้ ตามไปทำตามใจ วิ่งตามไปให้แล้วตะโกนบอกเธอ Love you if me dare โถ เพื่อนรักทั้งหลายผมอาจจะบ้า ด้านหน้าบางเวลา แต่บอกกันตรงๆไว้ตรงนี้เลยว่า ในที่แห่งนี้ผมไม่กล้า ในที่ของอะเวรา ในที่ที่ฐานะของผมเป็นแค่ผู้มาเยือน
 
     ผมเองก็อยากจะเอาของไปให้เธอที่หน้าเวทีตอนที่เธอเดินลงจากบันไดใจจะขาด ถ้าไม่ติดว่าพ่อแม่พี่น้องเพื่อนพ้องและคนรู้จักของเธอมันอยู่เต็มไปหมดทั่วทุกจุดของโรงละคร ผมก็คงทำไปแล้ว
 
     ในตอนนี้ผมก็ได้แต่นั่งอยู่กับที่รอโอกาสกับเวลาที่พอเหมาะที่มันดูน่าจะกำลังดี รู้สึกตัวอีกที เธอยืนก้มดูส่วนผมแหงนมอง ผมค่อยๆส่งเจ้าตุ๊กตาชายที่แลดูละม้ายคล้ายคนให้สวมใส่ไว้ที่คอ ก่อนจะส่งเจ้าเหลืองกลมก้อนใหญ่ตามขึ้นไปติดๆ เธอไม่กล่าวขอบคุณแต่เธอพูดว่า " จะให้เอากลับยังไง " ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบเธอยังไง แต่ผมกลับมีความสุขและดีใจ ที่ในทุกครั้งที่มองไปเห็นเธอลากเจ้าลูกกลม ด้วยความลำบากยากเย็น
 
     เราคงไม่มีวันเข้าไม่ถึงความรู้สึกจริงๆของแกที่มีต่อสิ่งที่แกทำอยู่นี้หรอกนะ แต่ก็พูดอยู่เสมอ พูดอยู่ทุกครั้ง กับคำซ้ำๆซากๆ แกฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ตอบกลับให้เรานอยบ้าง ไม่นอยบ้าง นิ่งใส่บ้างและอะไรต่ออะไรอีกหลายบ้างๆๆๆๆ แต่เราก็พูด พูดมันไปเรื่อย เรื่อยๆให้รู้ว่าไม่ได้ละเลย ไม่ได้ละเลยที่จะเป็นห่วง ห่วงแก ห่วงเพื่อนสาว เพื่อนสาวที่เราเรียกคุณหลับตา  . . .
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
. . . พัก บ้าง นะ แก
                                                          
                                               รอบตัวตลอดเวลา ตลอดที่สุดในจักรวาลทางช้างเผือก
                                                          เพื่อนสาวของเพื่อนสาว
    
    
November 26

โถ โถ หญิง ไทย

          25/11/49
     กับหนึ่งวันหยุดที่มีเรียน กับหนึ่งวันหยุดที่กลับต้องไม่ว่าง กับการเดินทางที่หวนคืนสู่สามัญ
 
     วันนี้ผมนึกยังไงก็ไม่รู้ครับ ที่จู่ๆก็เลือกที่จอดรถกระบะคู่ใจหน้าบุบท้ายแตกคันโตไว้ที่บ้าน แทนที่จะพามันเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยด้วยกัน ผมเดินออกจากบ้านแล้วแต่ที่ฝากระโปรงรถเบาๆโดยส่งภาษากายไปว่า พักบ้างนะนาย ( จริงๆแล้วไม่มีค่าน้ำมันเติม ) แล้วผมก็เดินฝ่าแสงแดดที่ชะโรมกาย สร้างน้ำใสๆให้ไหลมาตามซอกคอ " ร้อนจริงเว้ยยยย!!! " นั่นล่ะคำอุธานที่ร้องกู่ก้องอยู่ในจิตใจ กว่าผมจะพาลำตัวอ้วนๆใหญ่ๆมาถึงเจ้ารถไฟลอยฟ้าที่ชานชลาผมก็แทบจะบ้า อากาศแบบนี้ อดข้าวมาเติมน้ำมันยังสบายสะกว่า แต่เอาวะ ณ จุดนี้แล้วจะบ่นไปใย ก้าวเดินเข้ารถขบวนใหญ่นั่งในมุมที่ประจำกายหัวพิงกระจกใสๆแล้วหลับตา
 
     วันนี้เป็นวันที่ผมแทบจะหลับๆตื่นๆตลอดการเดินทางถนนสูง ด้วยความเหนื่อยอ่อนเพราะพี่แดดเค้าทำร้าย ผมจึงไม่มีเวลาที่จะกวาดสายตาหาเหล่านางฟ้าเลยจริงๆ รู้อยู่แกใจนะครับว่านานๆทีจะได้ขึ้นรถไฟฟ้า ผมควรจะชำเรืองมองหาเพื่อเก็บมาจดจำและเขียนบันทึก แต่ไม่ไหวจริงๆ ไม่ไหว โอย ไม่ไหวเลย
 
     ติ๊ด ๆ ๆ ๆ ขอบคุณที่ใช้บริการรถไฟฟ้าค่ะ สิ้นเสียงส่งท้ายนี้ปุ๊ปตัวผมก็ลงจากรถไฟฟ้าปั๊ป จบกันใช่ไหม วันหยุดที่กลับเบื่อหน่าย แล้วผมจะมาเขียนบอกคุณทำไม ไม่เห็นมีเรื่องราวอะไรนอกจากคนหลับธรรมดา
 
     มันเริ่มหลังจากนี้ต่างหากครับ ผมลงจากรถไฟฟ้าเพื่อเดินเข้าหาเจ้าตู้พลังธรรมชาติคันไม่เล็ก ผมเลือกจับจองตรงมุมในสุดแถวกลางของรถ แล้วก็เตรียมตัวที่จะหลับตา แต่แล้วทันใดสิ่งที่เดินเข้ามาหา มันกลับไม่เป็นคนแปลกหน้า แต่กลับกลายเป็น1สาวสวยนักศึกษา นั่งเบียด เข้ามา อ้าวววว!!!  เราใกล้กัน
 
     เจ้ารถตู้เริ่มหมุนนล้อเคลื่อนตัว 1สาวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า 1คุณผู้ชายหัวพิงมุมนั่งปั้นหน้าเหงา ต่างคนต่างไม่สนใจ
 
     ผมเริ่มทำเก็กนิ่งแล้วแอบมองว่าเธอหยิบอะไร เห็นชัดๆในระยะไม่ใกล้ ขนมปังลูกเกตุก้อนใหญ่ ที่ปากถุงถูกฉีกไว้ พร้อมจะรับประทานมันได้ในทันที เธอค่อยๆเริ่มบิดขนมปังออกช้าๆเป็นก้อนเล็กพอดีคำ ก่อนจะส่งมันผ่านริมฝีปากสีชมพูบางเข้าไปในลำคอ ผู้หญิงนี่ทานขนมน่ารักเนอะ ช่างแตกต่างกับผมที่คงเลือกหยิบทั้งก้อนขึ้นมาแล้วกัดคำโต ในขณะที่ผมคิดอะไรไปเรื่อยเปือยจนเหม่อลอย จึงทำให้เธอหันมาเห็นว่าผมมีทีท่าสนใจ ผมรีบคว้าเกราะป้องกันชิ้นใหม่ ล้วงกระเป๋าแบบเร่งด่วนแล้วควักออกมาได้ เป็นสายหูฟังแล้วรีบเสียบเข้าไปที่หูทันที
 
     ผมฟังเพลงนะครับ อย่าหลงตัวเองไป ผมไม่ได้สนใจคุณนะ อย่านะอย่าแม้แต่จะคิด ผมทำฟอร์มโยกหัวนิดๆ เพื่อให้เธอคิดว่าผมสนใจแต่เสียงเพลง โดยที่เธอหารู้ไม่เลยว่า ผมไม่ได้เปิดเพลง ผมคิดล่วงหน้าไปว่าเดี๋ยวจะทำอะไรเพื่อสร้างความตกใจให้คนแปลกหน้า กินขนมปังหมดมือก็ต้องมันแพลบซิน่า มือมัน ก็ต้องเช็ดมือ
 
     ผมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าตัวเองแล้วจับซองชิชชู่ไว้แน่น รอเพียงแค่จังหวะขนมปังเธอหมด ผมเฝ้ารอ ๆ ๆ รอเพียงแค่จังวะนิ้วชี้กับนิ้วโป้งเธอ ถูกันเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละส่ง ทิชชู่ทันที เอาแล้วครับ ขนมปังหมดแล้ว ทิชชู่พร้อม คนส่งพร้อม 3 4!!! ในขณะที่ผมเตรียมพุ่งความช่วยเหลืออย่างสุดใจ เธอกลับกอดอกในทันทีแทนที่จะเช็ดมือ
 
     เห้ย ไรวะ นี่ใจคอจะไม่เช็ดมือกันเลยเหรอ เห้ยคุณสวยนะทำไมถึงเป็นคนแบบนี้ กอดตัวเองแน่นเลย แอบเช็ดเสื้อเนี่ยนะ โหยย รับไม่ได้ว่ะ จบ ครับ จบกัน วันนี้ นอกจากผมจะไม่ได้แสดงความช่วยเหลือกับคนแปลกหน้าแล้ว ซ้ำยังต้องมาเห็นคนมือมันแพลบจากขนมปังปอน เช็ดมือกับเสื้อตัวเอง ถ้าเป็นคนทั่วไปก็ไม่อะไรหรอก คุณดันสวยไง โว้วว....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
... ดู ดู๊ ยัง จะ เอา มือ ขึ้น มา สาง ผม อีก โถ หญิง ไทย ผม รัก คุณ 
October 26

ไม่ ต่าง กัน เลย จริง

     22/10/49
 
     ในทุกวันนี้ผมมีความสงสัยอยู่เสมอว่า ระหว่างคำสองคำ คำว่าบนฟ้า กับคำว่าใต้ดิน มีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงไหน บางคนว่าต่าง บางคนว่าใช่ บางคนก็เก็บในใจ และบางคนก็ไม่รู้สึกใดๆเลยสักนิดเดียว ทุกๆคนคงมีคำตอบให้ตัวเองกันหมดว่าคืออะไรเพียงแต่ว่า ถ้าผมเกิดสงสัยและอยากถามต่อไปอีกว่าในคำตอบของคุณคุณทั้งหลาย คุณเอาอะไรมาวัดความต่างระหว่าง บนฟ้ากับใต้ดิน
 
     มันมีวางขายตามท้องถนนหรือเปล่า ไอ้เครื่องมือที่ใช้วัดความแตกต่างของแผ่นฟ้ากับแผ่นดิน สำหรับคนที่ไม่คิดจะยอมแพ้ในคำถามของผม ก็มักจะแถต่อไปโดยการอ้างโน่นอ้างนี่กันยกใหญ่ ผมอยากจะบอกทุกคนที่ตอบคำถาม ว่าผมไม่ได้ว่าอะไรผิดถูกหรือไม่ แค่ผมอยากจะบอกเฉยๆไว้ ว่าผมเองก็มีคำตอบแถที่คิดอยู่ในใจ ผมไม่รู้ว่าพวกคุณจะแถไกลแถใกล้ หาข้ออ้างมากความทำไม คำมันก็บอกอยู่ตรงตัวใกล้ๆก็รถไฟไง รถไฟที่ดูเหมือนจะไม่แตกต่างขบวนเลย
 
     สำหรับผมแล้วเครื่องมือที่น่าจะวัดความต่างของ2คำนี้ คือรถไฟฟ้านี่แหละ เพราะดูจะมีความเหมือนในความต่าง ความห่างในความใกล้ ความคล้ายในรูปขบวน สำหรับรถไฟฟ้าผมเองก็เป็นคนคนหนึ่งที่ลอยฟ้ากันมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม ลอยกับรถไฟมาตั้งแต่เริ่มใช้ไฟฟ้าทดลองขับเคลื่อน ลอยไปเที่ยวไปทำธุระ หรือแม้แต่ชีวิตประจำวันเช้าเย็นที่ต้องเรียนหนังสือผมใช้ชีวิตอยู่บนนั้นพอๆกับอายุของผมในช่วงบั้นปลายวัยรุ่น ผมเห็นมาหลายสิ่งไม่ว่าจะเป็นเม็ดฝนกระทบกระจกใสที่แนบใกล้ด้วยแก้มของคนสวย คู่รักที่นั่งคุย พี่น้องพากันไปเรียนพิเศษ คนแก่มีที่นั่งเพราะคนหนุ่มสละที่ให้ นักศึกษาวิชาทหารตัวเหม็นที่นั่งข้างๆว่างเห็นๆแต่ก็ไร้คนนั่งใกล้ หรือไปจนถึงเด็กนักเรียนนั่งรถย้อนมาส่งคนที่จีบ ทั้งที่บ้านตัวเองก็สวนไปคนล่ะทางแต่ปากบอกไม่เป็นไรเหนื่อยแทบตายแต่ก็เต็มใจทำ
 
     ผมรวมเหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างมาอันน้อยนิดนี้เข้าด้วยกันเป็นคำว่า"ความสุข" ผมเป็นคนหนึ่งที่เทใจให้หมดตัวว่าบนรถไฟที่ลอยฟ้ามีความสุขที่เต็มล้นพ้นจริงอยู่ที่ว่าระหว่างลอยฟ้าของแต่ละคุณแต่ละคนนั้น จะมองหามันหรือพูดคุยกับมันหรือไม่ ถ้าคุณทักทายมันก็ทายทัก ถ้าคุณมีรักมันก็มอบรักให้ ถ้าคุณไม่มองหาก้มหน้ามองพื้นไป เป็นที่แน่นอนตลอดไป ชีวิตลอยฟ้าของคุณก็แค่ชีวิตที่ล่องลอยไปวันๆ
 
     มา ณ วันนี้ผมได้มีโอกาสลงไปสัมผัสกับผืนดินใต้พิภพ ผมต้องลงไปมุดดินกับเจ้ารถไฟที่ไร้ซึ่งแสงตะวันสาดส่อง สิ่งที่ผมรับรู้ในวันนี้คือความเงียบเหงาและว้าเหว่ ความตีบตันและมืดมิด ผมยอมรับตรงๆว่าผมแทบจะค้นหาเลยล่ะว่าซอกมุมความสุขที่ใต้ดินแห่งนี้มันซุกซ่อนอยู่ตามที่ใด ผมออกเดินหาจากขบวนหน้าสุดไปท้ายสุด เพื่อตั้งใจจะเจออะไรที่ทำให้ผมยิ้มออกกันได้บ้าง เวลาผ่านไปรถไปวิ่งๆจอดๆสลับเป็นช่วงๆ ผมกำลังจะถึงจุดหมายปลายทาง จนกระทั่ง
 
     ในขณะที่ผมยืนอยู่ในมุมมืดมุมสนิทของโบกี้รถไฟ ก็มีครอบครัวพ่อแม่ต่างชาติตาสีฟ้าใส แม่ถือของพ่ออุ้มลูกชาย พ่อแม่กำลังสอนลูกพูดคำว่า Bye Bye แม่สอนลูกชายให้รู้จักพูดคำว่าลา ภาพเด็กน้อยตัวเล็กที่ดูแล้วยังคงไม่มีแรงขาพอที่จะทำตัวเองให้ขวางกับพื้นดิน เด็กที่เล็กมากจนไม่น่าจะยืนหรือเดินได้ เด็กเล็กกำลังซ้อมท่า โบกมือ Bye Bye คุณแม่ก็ลุ้นอยู่ใกล้ๆลุ้นคำพูดจากลูกชาย คำพูดคำว่าลา
 
     ในขณะที่ผมเองก็แอบลุ้นไปกับลูกชายเค้า สายตาของสองเราก็กวาดมาพบประสบตา สายตาเด็กเล็กตาฟ้าใส กับสายตาตัวแทนวัยรุ่นที่จะแสดงความเป็นไทย กำลังทักทายบ่งบอกความหมายวัยรุ่นประเทศไทยส่วนใหญ่คล้ายๆเรา เด็กน้อยขมวดคิ้วทำหน้าจดจำวัฒนธรรมหน้าตาวัยรุ่นไทย พร้อมแลบลิ้นใส่ อ้ามืออ้าแขนมาให้ อ้ามาทำไมผมไม่ใช่พ่อของคุณ เด็กน้อยพยายามสุดพลังเพื่อจะออกจากอกพ่อมาที่อกหนุ่มไทย โดยคุณแม่ผิวใสก็หันมายิ้มให้แทนคำขอบใจที่เล่นกับลูกชายวัยซน ผมยิ้มกลับแทนสยามประเทศไทย ก่อนจะทำสงครามลิ้นครั้งใหม่ แลบลิ้นใส่ แบร่ แบร่!!! ใส่กัน
 
     เจ้าหนูน้อยไม่ลดล่ะหรือลดเลิกที่จะแลบลิ้น ไปในขณะที่ประตูรถไฟกำลังเปิดออกต้อนรับจุดหมายปลายทางของครอบครัวตาน้ำข้าว ผมไม่รู้นะว่าเด็กน้อยเค้ารู้ตัวรึเปล่า รู้แต่ว่าพ่อแม่ตาน้ำข้าวกำลังก้าวเดินพร้อมจับมือลูกโบกมือลาหนุ่มตัวแทนชาวไทย ถ้าการโบกมือมันดูทั่วไปผมก็คงเรียกการกระทำครั้งนี้ได้ว่าความสุขที่เพียงพอ หากแต่ว่าสิ่งที่ผมได้รับมันกลับไม่ได้มีแค่นั้น ในจังหวะเดียวกับกับการโบกมือลาของเด็กน้อย กลับมีเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากปากเล็กที่สุดแสนจะน่ารัก "Bye Bye" เด็กน้อยช่างเรียนรู้สิ่งที่คุณแม่สอนได้เร็วไว ก่อนหน้านี้ แม่สอนไม่นานเท่าไหร่ เด็กน้อยนำมาใช้ ใช้ถูกที่ถูกเวลา
 
     สิ้นเสียงประตู่ปิดรถไฟก้าวเดินต่อ ผมไตร่ตรองกับตัวเองใหม่ว่าสิ่งนี้มันเรียกว่าความสุขที่มากพอได้ไหม ผมคัดค้านตัวเองในทันทีว่าไม่ได้ นี่มันจะเป็นแค่ความสุขมากพอได้ไง มันต้องเป็นความสุขง่ายๆที่เรียกได้ว่าเกินพอต่างหาก  มาจนตอนนี้ผมได้ข้อสรุปกับคำถามของตัวเองแล้วว่าความต่างของคำว่าบนฟ้ากับใต้ดินมีความต่างกันเพียงไหน ผมตอบกับตัวเอง โดยไม่สนใจคำตอบจะผิดถูกหรือไม่ผมแค่อยากตอบ ตอบเพราะเป็นคำในใจ จะบนฟ้าจะใต้ดินหรือจะอะไร แค่เพียงคุณลองมองดูลองมองหาดูใกล้ๆ แค่เท่านี้แล้วคุณก็จะได้...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
...ความสุขง่ายๆที่ไม่ต่างอะไรในมุมอง
 
                                                       ลองมองและยิ้มดูก่อน
                                                             นิทาน-ฝันดี
October 07

พัก รบ มา พบ กัน ใน คืน สั้น กับ เธอ ที่ หลับ ตา

   04 / 10 / 49
 
     ณ  ห้องสี่เหลี่ยมไม่เล็กไม่ใหญ่ ที่ถูกจัดวางตำแหน่งไว้กั้นกลางระหว่างถนนส่องแสงกับถนนเมล็ดขาว
ห้องสี่เหลี่ยมนี้ก่อนเคยถูกปิดไว้ แสงไฟดับมืดสนิท ความเงียบสงัดกำลังนอนหลับไหลคลอไปกับสายลมกลางคืน
ห้องสี่เหลี่ยมที่นอนนิ่งเฉย ได้ถูกสะกิดให้ตื่นขึ้นด้วยการมาเยือนของเสียงพูดคุยที่ไม่พร้อมเพียง 
ของเหล่าทหารกล้ากองเล็กรหัส 18 Broad 1 Film 1 พลเรือน
 
     หลังจากที่สู้ศึกต่างสงครามกันมานานนานวัน บ้างก็สงครามสตูสามหนาวเย็น บ้างก็สงครามเหงื่อกระเซ็นในตู้รถไฟลอย 
ความเหนื่อยอ่อนที่เกาะกุมตามข้อกระดูกร่างกาย ได้เวลาเคาะสนิมครั้งใหญ่ โดยผู้ผ่อนครายหน้าใหม่นามสหายนายลันตา
   
     มากคนมากความหลากคนหลายการกระทำ พูดคุย ภาพถ่าย ส่งเสียง ภาพเคลื่อนไหว เคี้ยวกรอบ นั่งเขียน อมยิ้ม คิ้วตก
หัวเราะร่า ข้ามฝากโต๊ะ และ สาดคำแซว  สร้างความสนุกสนานให้ค่อยๆคุกกรุ่นขึ้น พร้อมๆกับกลิ่นพิซซ่าราดหน้าชีสที่ลอยเกลื่อนฟุ้งหอมละมุน 
 
     กาลเวลาค่อยๆหมอบคลานย่องก้าวเดินไปอย่างช้าๆ อารมณ์ทุกทหารกล้าค่อยๆหล่อเลี้ยงรวมกันจนลงตัว ทุกคนเริ่มเข้าที่เข้าทาง
สภาพอากาศเริ่มเย็นขึ้น ถึงคราวต้องจากลากับมิตรใหม่นายลันตา สมรภูมิต่อไปตามแผนที่วางไว้ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล เซฟเฮ้าใกล้ๆของนายไอลี่ 
 
     "ตัวใหญ่ล่วงหน้าไปกันก่อนเถอะ"  รหัสลับของสาวดอกไม้ถูกส่งผ่านมา เป็นสัญญาณว่ากองทหารเล็กจะส่งสายลับล่วงหน้าไปถามหานายไอลี่ก่อน 
สาวดอกไม้ สายตาทิพย์ นายตัวใหญ่ และ ยัยหลับตา สายลับทั้ง4กับปฏิบัติการล่วงหน้า เดินฝ่าสมรภูมิแคบไปด้วยระบบ หน้าสอง หลังสอง โดยที่ไม่ต้องนัดหมายว่าใครคู่ใคร จัดระบบด้วยเซ้นรู้สึกและเซ้นรู้กัน เพียวๆ 
 
     ปฏิบัติการล่วงหน้าไปหานายไอลี่ลุล่วงไปด้วยดี ในตอนนี้4คนก็นั่งนิ่งรอกำลังพลที่เหลือที่กำลังจะตามมา 
 
      ภายหลังจากนั้นไม่นานเซฟเฮ้านายไอลี่ก็ถูกเข้าโจมตีด้วยกำลังเสริมและถูกยึดเป็นฐานประจำการช่วงราตรีในทันทีทันใด ข้อเสนอที่ยื่นไปเพื่อแลกกับชีวิตตัวประกัน คือ แก้วเปล่าเล็กเล็กจำนวนหลายใบ กับน้ำดำ น้ำซ่า น้ำสะอาดใส และน้ำเจือปนแอลกอฮอล์หลายขวดใหญ่ ทางนายไอลี่ตอบรับในเร็วไว แล้วยังแถมเสียงดนตรีที่คุ้นเคยอีกเป็นค่าไถ่ การันตีความปลอดภัย และคืนนี้เราจะเป็นพันธมิตรกัน
 
     แรกเริ่มจากนั่งคุยเป็นนั่งเต้น เริ่มยืนเล่นสลับเต้นสลับคุย เก้าอี้ในเซฟเฮ้าถูกเลื่อนเข้าไปในห้องเก็บ พื้นที่จากเคยแคบไม่พอยืน ถูกเปลี่ยนเป็นความกว้างที่มากเกินความจำเป็น หลังจากสิ้นคนดนตรีตาสีฟ้าผมทอง เครื่องขยายเสียงถูกเปลี่ยนมือเป็นคนชาติเดียวกันกับพวกเราในช่วงก่อนเซฟเฮ้าปิด30-45นาที
นั่นแหละความมันช่วงสุดท้าย เหล่ามิตรสหายทหารไม่กล้าชาย ทหารยิ้มง่ายหญิง ต่างก็โลดแล่นล่องลอยไปกับถนนบนเส้นเสียง
 
     ในขณะเดียวกันหนึ่งสิ่งความสนใจของผม คือการเคลื่อนไหวของยัยหลับตา ที่ดูจะความไม่มากไปในท่วงท่าเต้น และความไม่น้อยไปของการเข้าจังหวะ ส่งผลให้ผมไม่กล้าที่จะละสายตาจากยัยหลับตาเลยแม้แต่วินาที ความพอดีที่เพียงพอต่อความต้องการของการแอบมอง ส่งผลให้มุมแก้มขวาถูกฉีกออกอย่างช้าๆ โดยผมเองมารู้สึกตัวอีกที อ้าว!! ผมยิ้มนี่นา ผมยิ้มเพราะมองคุณ  
 
     เข็มนาฬิกายาวกำลังจะก้าวไปทักทายตัวเลขสอง ท่าเต้น ท่าบังคับ ท่าประจำตัว หรือท่าใหม่คิดได้เร็ว ถูกงัดออกมาโชว์โดยไม่อายเขิล เต้นไปยิ้มไป หัวเราะไปชนแก้วไป สลับกับแสงไฟที่เริ่มจะสว่างจ้าขึ้นทีละดวง ละดวง
 
     หมดเวลาแล้วเหรอค่ำคืนแห่งรอยยิ้มหวาน  ค่ำคืนที่บางคนต้องกลับไปทำหน้าที่ปกป้องโลกแห่งความจริง บางคนได้พัก บางคนทำงาน บางคนวันวาน บางคนหยุดนิ่ง ทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่ทุกบางคนหลีกหนีมันไม่ได้ และก็ยอมรับที่จะอยู่และยิ้มสู้ไป 
 
   ก่อนคืนนี้ผมไม่สนุก ก่อนคืนนี้คุณอยู่ที่ไหน
แล้วคืนนี้คืนของใคร คืนของคุณกับผมนี่ไง
คืนที่เราต่างยืนไม่ไกล คืนเราต่างยืนใกล้ . . . 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
. . . เรายืนใกล้กัน(อีกครั้ง)  
 
           
 
                                                  เราชอบท่าเต้นหุ่นยนตร์ของแกมาก น่ารักดีว่ะ
                                                           จะ พูด อีก ว่า " นานา "                                                                              
July 05

พอ กัน ที่ สถานี ซิน เดอ เล ร่า ผม กล้า แล้ว

   วันนี้อยู่ว่างๆก็เลยนั่งจัดห้อง  แล้วบังเอิญไปเจอกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งมีเรื่องราวสั้นๆหนึ่งเรื่องที่เคยเขียนเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว  เป็นเรื่องราวของหนึ่งสาวจุฬาที่มีรหัสลับว่า  " นิวซีแลนด์ "
 
  บางครั้งการที่ผมตื่นสายออกจากบ้านช้า จะพบว่าตลอดเส้นทางบนถนนสายธรรมดา  มีรถจับจองพื้นที่กันอยู่เต็มไปหมด และกว่าผมจะกระเสือกกระสนพาตัวเองไปถึงถนนสายหลักขบวนยาว ก็เป็นเวลาที่ใบหน้าผมก็บูดเบี้ยวเบื่อหน่ายสะจนวันนี้แทบไม่อยากจะทำอะไร
 
  ก็เป็นเช่นทุกครั้ง ที่เวลาได้ผ่านไปพานพบเหล่าเทพธิดาตามตู้ที่เหลี่ยมลอยฟ้า สิ่งเดียวที่จะทำได้คือการเมียงมองด้วยสองตา เคยสงสัยเหมือนกันนะว่า นอกจากการมองด้วยสองตาโตเนี่ย สามารถทำอะไรได้อีกบ้าง ?  
 
  คือจริงๆแล้วนะมันก็มีหลายอย่างที่สามารถทำได้ แต่ประเด็นหลักมันอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล กล้าพอไหมนั่นแหละคำถามแรกและคำถามสุดท้ายของจิตใจตัวเอง
 
ใครจะไปกล้าล่ะ คนทุกคนล้วนแล้วแต่แปลกหน้า
 
แหมทำมาอ้างทุกคนแปลกหน้า เจอคนที่ไม่เกี่ยวกับกล้าไม่กล้า เป็นเพื่อนของเพื่อนธรรมดา นายก็ยังไม่กล้า ไม่กล้า ไม่กล้า ไม่กล้า  อยู่ดี
 
  เช้าวันนี้ผมได้มีโอกาสพิสูจณ์ตัวเองอีกครั้ง กับเธอตัวเล็ก ที่เป็นเพื่อนสนิทของเพื่อนผม เธอมีรอยยิ้มเป็นพลัง เดินสว่างจ้ามาที่สถานีรถไฟ ปฏิบัติการยัดเยียดความบังเอิญได้ถูกเริ่มขึ้น ผมนำพาตัวเองฝ่าฝูงชนคนทำงาน เพื่อเข้าไปอยู่ใกล้เธอให้ได้มากที่สุด โดยใส่ความหวังของการกระทำเอาไว้ว่า เธอจะทักผม แต่ด้วยเหลี่ยมฝูงชนที่ผอดองศา สิ้นเสียงประตูปิดลงที่ชานชาลา  หารู้ไม่ว่าเธอกับผม เราหันหลังสัมผัสกัน
 
ไอ้บ้าเอ๊ยย!! แล้วจะบังเอิญสบตาได้ไง หันหลังให้กันแบบนี้
 
  สิ้นสุดกันที เช้านี้ความบังเอิญ เธอก็คงจากไปในสถานีเที่ยงคืน ตลอดระยะเวลาที่หลงเหลืออันน้อยนิด กับผมที่กำลังครุ่นคิดว่าจะเอายังไง กล้าหน่อยไอ้ตัวใหญ่ พูดคุยอะไรก็ได้ หรือง่ายๆก็แค่พูดว่าหวัดดี
 
  ผมกำลังถูกท้าทายด้วยจิตใต้สำนึก และถูกบีบให้หลังชนฝาด้วยข้ออ้างแห่งการเวลา
 
หมดวันนี้จะเจอที่อีกเมื่อไหร่
 
ถ้าไม่เริ่มต้นวันนี้ ก็คงต้องรอไปอีกทีอีกนานแสนไกล อยู่ๆก็คิดออกอยู่ๆก็คิดได้ ฝากข้อความถึงเพื่อนชื่อนกนางแอ่นไง รีบจัดไป ให้สองคำ
 
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด . . .
 
เช้านี้ สถานีต่อไป สยามเดอเรล่า ไม่ได้มีเพียงเจ้าหญิงสวมรองเท้าแก้วเดินสบาย แต่กลับมีสัตว์ร้ายกำลังเดินสโลตาม
 
" โทษครับ เพื่อนนกนางแอ่นใช่ไหม "
 
" ใช่ค่ะ "
 
" ฝากบอกนกนางแอ่นให้ผมหน่อยว่า . . . . . . . . . " รักนะ "
 
" เดี๋ยวบอกนกนางแอ่นให้นะคะ "
 
  ด้วยความใสของเจ้าหญิง เธอก็เดินจากไปอย่างไม่คิดอะไร เหลือไว้เพียงสัตว์ร้ายตัวใหญ่ ที่กำลังยืนอมยิ้มอย่างผู้มีชัย รอคอยรถไฟขขบวนต่อไป เพื่อมุ่งหน้าออกไป ออกสู้โลกแห่งความจริง
 
วันนี้ผมกล้า  วันนี้ผมสบายใจ  วันนี้ผมบอกความใน  วันนี้...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
...ผมบอกเธอ